เหตุผลดีๆ ที่คนเราควรแต่งงานกันก็มีมากมายแต่สำหรับฉันแล้ว คงจะเป็นความรู้สึกคิดถึงกันและอยากดูแลกันมากกว่า
"ถ้าเช้ามาเราอยากหอมแก้มก่อนลุกไปอาบน้ำ
ตกเย็นอยากมีเืพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน
อยากมีคนไปดูหนังรอบดึกด้วยกันเย็นวันศุกร์
เสาร์-อาทิตย์ได้มีเวลาตะลอนเที่ยวกัน"
ถ้ามีใครที่เรารู้สึกด้วยแบบนี้เมื่อไหร่ (หมายถึงรู้สึกกันสองคน) ก็คงเพียงพอที่จะแต่งงานกัน
I Love My Self...and YOU
วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ปลดเกษียณ = เลิกทำงาน (หรือป่าว)
วันนี้ฉันกับเพื่อนคุยกันเรื่องปลดเกษียณ เพื่อนบอกว่าอยากจะปลดเกษียณตอนอายุ 45 คือหมายถึงว่าลาออกจากงานแล้วไปทำงานอดิเรกที่ตัวเองรัก ปิ๊งงงงง ทันทีเลยฉัน เออนะคิดดีมีเหตุผล ฉันมีงานอดิเรกที่ฉันรักแล้วนี่ ว่างๆ ก็ทำไว้ พอปลดเกษียณแล้วต้องทำต่อ ก็เลยทำให้เข้าใจเพื่อนคนนี้ว่า อ่อ เหตุผลที่เกษียณตอนนี้เพราะอายุ 45 ยังมีไฟมีแรงอยู่ ทำงานอดิเรกได้สบายๆ หารายได้เพิ่มอีกนิดหน่อย
นี่ถ้าฉันเกษียณจริงๆ นะ ก็ส่งประกันสังคมต่ออีกหน่อย อายุ 55 รับเงินคืน และเงินฝากกับประกันชีวิตที่ทำไว้ ก็คงพอให้ได้ใช้จ่ายกับชีวิตที่เหลือ (ไม่รวยหรอก แต่ไม่น่าอดตาย) ฉันก็คงปลูกบ้านไว้ที่ภูเรือแล้วล่ะ ก็ทำเกษตรแบบง่ายๆ ถ่ายรูปด้วยเปิดร้านเล็กๆ ดีกว่าถ่ายติดบัตร ถ่ายแฟชั่นแนวที่ตัวเองถนัด งั้นตอนนี้ต้องรีบทำภาพเป็นโปรไฟล์ไว้ซะหน่อย แล้วก็พอเปิดร้านก็เอาออกมาปรินท์แล้วแต่งร้าน ก็น่าจะดีนะ (Good Idea เลยล่ะ)
แค่คิดก็น่าสนุกละ แต่ต้องเริ่มออมอีกหน่อย อีก7 เดือนกว่าจะส่งแชร์หมด ส่งหมดก็รับเงินก้อนประมาณ 6 หมื่นอืมม เอาไปฝากแบงค์ไว้ดีกว่า เกษียณแล้วน่าจะมีเงินประมาณ 6 แสนได้มั้ง ถ้าออมเก่งๆ นะ อืมม 45ปี สมมติว่าจะตายตอน 70 ก็คงอยู่ได้อีก 25 ปีแน่ะ
อาจจะเป็นเพราะว่าฉันกลัวการทำงานที่น่าเบื่อเราไม่รู้หรอกว่าแก่แล้วเราจะมีไฟอีกมั้ย ที่ตั้งเป้าไว้อาจจะเกษียณก่อนหรือหลังก็ไม่แน่นอนแต่ที่แน่ๆ เราก็ต้องมีแผนรองรับความชราที่จะมาถึงให้ได้ ไม่อยากแก่แบบน่าเบื่อนี่นา นึกถึงคนแก่ที่พากันเที่ยวคงสนุกน่าดู
นี่ถ้าฉันเกษียณจริงๆ นะ ก็ส่งประกันสังคมต่ออีกหน่อย อายุ 55 รับเงินคืน และเงินฝากกับประกันชีวิตที่ทำไว้ ก็คงพอให้ได้ใช้จ่ายกับชีวิตที่เหลือ (ไม่รวยหรอก แต่ไม่น่าอดตาย) ฉันก็คงปลูกบ้านไว้ที่ภูเรือแล้วล่ะ ก็ทำเกษตรแบบง่ายๆ ถ่ายรูปด้วยเปิดร้านเล็กๆ ดีกว่าถ่ายติดบัตร ถ่ายแฟชั่นแนวที่ตัวเองถนัด งั้นตอนนี้ต้องรีบทำภาพเป็นโปรไฟล์ไว้ซะหน่อย แล้วก็พอเปิดร้านก็เอาออกมาปรินท์แล้วแต่งร้าน ก็น่าจะดีนะ (Good Idea เลยล่ะ)
แค่คิดก็น่าสนุกละ แต่ต้องเริ่มออมอีกหน่อย อีก7 เดือนกว่าจะส่งแชร์หมด ส่งหมดก็รับเงินก้อนประมาณ 6 หมื่นอืมม เอาไปฝากแบงค์ไว้ดีกว่า เกษียณแล้วน่าจะมีเงินประมาณ 6 แสนได้มั้ง ถ้าออมเก่งๆ นะ อืมม 45ปี สมมติว่าจะตายตอน 70 ก็คงอยู่ได้อีก 25 ปีแน่ะ
อาจจะเป็นเพราะว่าฉันกลัวการทำงานที่น่าเบื่อเราไม่รู้หรอกว่าแก่แล้วเราจะมีไฟอีกมั้ย ที่ตั้งเป้าไว้อาจจะเกษียณก่อนหรือหลังก็ไม่แน่นอนแต่ที่แน่ๆ เราก็ต้องมีแผนรองรับความชราที่จะมาถึงให้ได้ ไม่อยากแก่แบบน่าเบื่อนี่นา นึกถึงคนแก่ที่พากันเที่ยวคงสนุกน่าดู
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555
งานอดิเรกของคุณคืออะไร??
รู้สึกคุ้นๆ กับคำถามนี้มั้ยเอ่ย...ก็ส่วนใหญ่เรามักจะเจอในใบสมัครงาน หรือว่าตามแบบฟอร์มการสมัครต่างๆ และวันนี้ที่เขียนเรื่องนี้เนื่องจากช่วงนี้ได้เจอคำถามนี้บ่อยมาก (ลากเสียงยาวๆ นิดนึงนะจะได้อิน)
มานั่งคิดว่าคำถามนี้ คนที่ถามเค้าต้องการรู้อะไรจากคำตอบนี้นะ มันบ่งบอกอะไีรให้รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหนงั้นหรอ หรือว่าจะดูว่าเรารู้จักใช้เวลาว่างเป็นมั้ย หรือว่ากิจกรรมที่ทำใช้งบประมาณมากน้อยอย่างไรหรือป่าว เออ คิดไปปวดหัว แต่ทุกครั้งที่เจอคำถามนี้ ฉันตอบเหมือนกันเกือบทุกครั้ง งานอดิเรกคือ ถ่ายรูป อ่านหนังสือ ดูหนัง และก็นอนเล่น
สำหรับฉันคิดว่าดีนะ ที่เจอคำถามนี้เพราะเหมือนกับได้เตือนตัวเองว่าเวลาว่างๆ หรือเหงาๆ เราควรจะทำอะไรดี อีกอย่างนึงที่จะตอบเพิ่มในตอนนี้คือว่างๆ จะนั่งเขียนบล็อคและก็ไปเดินดูต้นไม้สวยๆ ทิวทัศน์สวยๆ แต่งรูปเล่น และก็ทำกับข้าวกินกับครอบครัว
อีกอย่างที่ชอบจริงๆ เลยก็คือการอยู่กับตัวเอง ในหนึ่งสัปดาห์จะให้เวลาตัวเองเต็มๆ 1 วันไม่ให้ใครเลย จะไปนวด ไปเดินเล่นตามตลาดสด วันนี้เพื่อนรักโทรมาชวนไปเรียนดนตรีที่ KPN หรือสยามกลการกำลังเลือกอยู่ อยากเรียนกีตาร์หรือไม่ก็อูคูเลเล่
มานั่งคิดว่าคำถามนี้ คนที่ถามเค้าต้องการรู้อะไรจากคำตอบนี้นะ มันบ่งบอกอะไีรให้รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหนงั้นหรอ หรือว่าจะดูว่าเรารู้จักใช้เวลาว่างเป็นมั้ย หรือว่ากิจกรรมที่ทำใช้งบประมาณมากน้อยอย่างไรหรือป่าว เออ คิดไปปวดหัว แต่ทุกครั้งที่เจอคำถามนี้ ฉันตอบเหมือนกันเกือบทุกครั้ง งานอดิเรกคือ ถ่ายรูป อ่านหนังสือ ดูหนัง และก็นอนเล่น
สำหรับฉันคิดว่าดีนะ ที่เจอคำถามนี้เพราะเหมือนกับได้เตือนตัวเองว่าเวลาว่างๆ หรือเหงาๆ เราควรจะทำอะไรดี อีกอย่างนึงที่จะตอบเพิ่มในตอนนี้คือว่างๆ จะนั่งเขียนบล็อคและก็ไปเดินดูต้นไม้สวยๆ ทิวทัศน์สวยๆ แต่งรูปเล่น และก็ทำกับข้าวกินกับครอบครัว
อีกอย่างที่ชอบจริงๆ เลยก็คือการอยู่กับตัวเอง ในหนึ่งสัปดาห์จะให้เวลาตัวเองเต็มๆ 1 วันไม่ให้ใครเลย จะไปนวด ไปเดินเล่นตามตลาดสด วันนี้เพื่อนรักโทรมาชวนไปเรียนดนตรีที่ KPN หรือสยามกลการกำลังเลือกอยู่ อยากเรียนกีตาร์หรือไม่ก็อูคูเลเล่
วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ฝึกความอดทน เพื่อ.....
เมื่อเย็นวานนี้หลังจากกลับมาถึงห้อง ซักผ้าเสร็จกะว่าวันนี้จะนอนแต่หัวค่ำพร้อมแปะหน้ากากสำหรับมาร์คหน้า (ที่เืพื่อนรักแนะนำมา) ให้สบายอารมณ์ไปเลย กำลังจะเช็ดเครื่องสำอางได้ยินเสียงเคาะประตู ก๊อกๆๆ ตามมาด้วยเสียงเรียก "เจ๊ๆๆๆ"
ง่ะ ไอ้หนิงมาได้ไงวะมึง "เออๆๆ แป๊บนึง" นุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่เลยนะ
"มีไรเนี่ยบุกมาถึงห้องเลยนะ" ฉันเอ่ยถามทันทีที่เปิดประตู ไม่ทันจะได้ยินคำตอบใดๆ หล่อนผลักประตูเข้ามา พร้อมด้วยถุงก๊อบแก๊บที่้ข้างในใส่ โรตีทอดราดช็อคโกแลตส่งให้
"อะเจ๊ หนูซื้อมาฝาก วันนี้ไปกินข้าวกะหนูนะ" เอ่ออ กูยังไม่ได้อนุญาตให้มึงเข้าห้อง และยังไม่ได้บอกว่ากูจะไปไหนเลยนะ
"ไม่ไปว่ะ" พูดเสร็จก็รับถุึงก๊อบแก๊บมา แล้วนึกว่าหล่อนจะไป ป๊าวววว!!!! หล่อนหย่อนก้นลงที่โซฟา และหยิบโทรศัพท์ โทรหาแฟน "พี่เอกมารับหนูที่......นะ หนูอยู่ห้องพี่ตุ๊ก มากี่โมงอะ อ่อ อีก 40 นาทีหรอ ได้ๆๆๆๆ หนูรอนะ"
ฮะ!!!! 40 นาที จะบ้าเหรอเนี่ย นี่ห้องชั้น และชั้นกำลังจะอาบน้ำ และก็เอ่อ..บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไอ้นี่ไม่มีมารยาทซะเลย
"เออหนิงพี่อาบน้ำก่อนนะ นั่งเล่นไปก่อนละกัน" ทุเรศตัวเองว่ะ ไม่กล้าเอ่ยปากไล่มัน กรรมของฉัน เอออทนก่อนเดี๋ยวมันก็ไป (มั้ง)
รีบอาบน้ำอย่างรวดเร็วแล้วออกมา รีบแต่งตัว ทำโน่นทำนี่แล้วก็หยิบที่มาร์คหน้ามาแปะที่หนังหน้าที่สมควรอย่างยิ่งแก่การบำรุง แล้วก็ค่อยๆ ชำเลืองมองมัน แน่ะ แม่งนั่งแ-กหนมเช้ยยยย
"หนิง วันนี้พี่จะนอนเร็วนะ คือพรุ่งนี้พี่ต้องตื่นเช้าอะ" ว้าวฉันกล้าว่ะ ต่อๆ เลย "คือ เอ็งต้องไปรอแฟนที่อื่นแล้วล่ะ พี่ง่วงว่ะ"
"แป๊บนึงพี่ เดี๋ยวแฟนหนูก็มา" มันยังมึนใส่ เหอะ!!!! กูจะบ้านั่งคุยกะมันเรื่อยเปื่อย สุดท้ายสี่ทุ่ม15 ไม่ไหวและก็เลยหยิบโทรศัพท์มาคุยไม่สนใจมัน มันก็ออกไปสงสัยรู้ตัวแล้วอีกอย่างระหว่างนั้นโทรศัพท์มันดังเยอะมากหลายครั้งอะ
ก็อยากเป็นคนดีมีน้ำใจนะ แต่ก็เป็นคนที่มีเวลาส่วนตัวเยอะอะ ความจริงในห้องเนี่ยไม่ชอบให้ใครมานอนด้วยซ้ำ ถ้ามีก็เืพื่อนสนิทจริงๆ อีกอย่างยามวิกาลแล้วอะ คิดไปคิดมาก็คิดตก ก็มันห้องเรานี่นา มีสิทธิอะ
ง่ะ ไอ้หนิงมาได้ไงวะมึง "เออๆๆ แป๊บนึง" นุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่เลยนะ
"มีไรเนี่ยบุกมาถึงห้องเลยนะ" ฉันเอ่ยถามทันทีที่เปิดประตู ไม่ทันจะได้ยินคำตอบใดๆ หล่อนผลักประตูเข้ามา พร้อมด้วยถุงก๊อบแก๊บที่้ข้างในใส่ โรตีทอดราดช็อคโกแลตส่งให้
"อะเจ๊ หนูซื้อมาฝาก วันนี้ไปกินข้าวกะหนูนะ" เอ่ออ กูยังไม่ได้อนุญาตให้มึงเข้าห้อง และยังไม่ได้บอกว่ากูจะไปไหนเลยนะ
"ไม่ไปว่ะ" พูดเสร็จก็รับถุึงก๊อบแก๊บมา แล้วนึกว่าหล่อนจะไป ป๊าวววว!!!! หล่อนหย่อนก้นลงที่โซฟา และหยิบโทรศัพท์ โทรหาแฟน "พี่เอกมารับหนูที่......นะ หนูอยู่ห้องพี่ตุ๊ก มากี่โมงอะ อ่อ อีก 40 นาทีหรอ ได้ๆๆๆๆ หนูรอนะ"
ฮะ!!!! 40 นาที จะบ้าเหรอเนี่ย นี่ห้องชั้น และชั้นกำลังจะอาบน้ำ และก็เอ่อ..บลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไอ้นี่ไม่มีมารยาทซะเลย
"เออหนิงพี่อาบน้ำก่อนนะ นั่งเล่นไปก่อนละกัน" ทุเรศตัวเองว่ะ ไม่กล้าเอ่ยปากไล่มัน กรรมของฉัน เอออทนก่อนเดี๋ยวมันก็ไป (มั้ง)
รีบอาบน้ำอย่างรวดเร็วแล้วออกมา รีบแต่งตัว ทำโน่นทำนี่แล้วก็หยิบที่มาร์คหน้ามาแปะที่หนังหน้าที่สมควรอย่างยิ่งแก่การบำรุง แล้วก็ค่อยๆ ชำเลืองมองมัน แน่ะ แม่งนั่งแ-กหนมเช้ยยยย
"หนิง วันนี้พี่จะนอนเร็วนะ คือพรุ่งนี้พี่ต้องตื่นเช้าอะ" ว้าวฉันกล้าว่ะ ต่อๆ เลย "คือ เอ็งต้องไปรอแฟนที่อื่นแล้วล่ะ พี่ง่วงว่ะ"
"แป๊บนึงพี่ เดี๋ยวแฟนหนูก็มา" มันยังมึนใส่ เหอะ!!!! กูจะบ้านั่งคุยกะมันเรื่อยเปื่อย สุดท้ายสี่ทุ่ม15 ไม่ไหวและก็เลยหยิบโทรศัพท์มาคุยไม่สนใจมัน มันก็ออกไปสงสัยรู้ตัวแล้วอีกอย่างระหว่างนั้นโทรศัพท์มันดังเยอะมากหลายครั้งอะ
ก็อยากเป็นคนดีมีน้ำใจนะ แต่ก็เป็นคนที่มีเวลาส่วนตัวเยอะอะ ความจริงในห้องเนี่ยไม่ชอบให้ใครมานอนด้วยซ้ำ ถ้ามีก็เืพื่อนสนิทจริงๆ อีกอย่างยามวิกาลแล้วอะ คิดไปคิดมาก็คิดตก ก็มันห้องเรานี่นา มีสิทธิอะ
วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ชอบเพลงนี้จังเลย
เพลงนี้เพราะดี ง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก เสียงนักร้องยิ่งทำให้ซึ้งกินใจมากขึ้น
มีใจก็รักกันได้ : ใหม่ เจริญปุระ
วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เพื่อน กับ คู่ชีวิต
หลายคนถามมาบ่อยเหลือเกินว่าเมื่อไหร่จะแต่งงานมีครอบครัว มีลูกน่ารักๆ ไม่รู้สิฉันตอบลำบากจัง ความสุขในชีวิตของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ฉันมองชีวิตคู่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน นอกจากความรักที่ดูจะไม่ยืนยงอะไรแล้ว ฉันว่ามันต้องการความเข้าอกเข้าใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างมาก
หากฉันต้องการใครสักคนมาเป็นคู่ชีิวิต นั่นหมายถึง คนคนนั้นเป็นได้ทั้งเืพื่อน แฟน พ่อ แม่ พี่ น้อง และเป็นกระจกเงาให้ฉันด้วย ดูเหมือนยาก แต่คิดว่าต้องมีสิคนที่คิดแบบเดียวกับเรา ท้ายที่สุดคนที่อยู่กับเราตลอดชีวิต คือคนที่เป็นเืพื่อนเราได้ตลอดการเดินทาง ไม่รู้สึกว่าต้องลำบากใจที่จะเดินไปด้วยกัน มีความสุขในทุกย่างก้าว แม้บางครั้งจะทะเลาะเบาะแว้ง ยามนั้นต้องการเหตุผลและการให้เกียรติกันอย่างสูง
อาจจะดูเหมือนคนที่เห็นแก่ตัว แต่มันคือการรักตัวเองในแบบของฉัน เพราะถ้ามีคนหนึ่งพร้อมที่จะเดินไปกับฉัน ฉันคงไม่อยากให้เค้าทุกข์ใจที่ต้องอยู่กับเรา และเราก็ไม่อยากทุกข์ใจที่ต้องทนกับเค้า
สรุปก็คือ ฉันต้องการเพื่อนที่อยู่กับเราไปจนแก่ แต่ไม่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา มีเวลาส่วนตัว ให้ครอบครัวของตัวเองบ้าง หรือไปหาเพื่อน อยู่กับเพื่อน แต่สุดท้ายเราก็ตีโค้งมาใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แบ่งปันความทุกข์ ความสุขให้กัน พร้อมที่จะส่งเสริมกันให้ไปในทางที่ดี
ถ้ามีแบบนี้เมื่อไร รับรองไม่ให้รอดเงื้อมมือไปหรอก ถึงเวลานั้นแล้วไม่ต้องมาเร่งให้แต่งซะให้ยากเลย 5555
วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ทุกจังหวะชีวิตย่อมมีการเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ
การเิริ่มต้นใหม่ที่ว่านี้ ก็หมายถึงตัวฉันเอง เนื่องจากปัญหามากมายหลายประการที่เกิดขึ้นในรอบปีนี้มันช่างหนักหนาเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็ผ่านไป ทุกอย่างมันต้องผ่านไป ไม่มีอะไรที่ไม่ต้องเริ่มต้น
แต่อย่างไรก็ดีการเริ่มต้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเรายังไม่ยอมให้เรื่องเก่าๆ มันผ่านไป แล้วยังจะมาคร่ำครวญหวลไห้ราวกับว่าอมทุกข์เสียมากมาย อย่างนี้การเิริ่มต้นคงไม่เกิดขึ้นแน่นอน
(ก่อนอื่นต้องขอแจ้งแก่ผู้อ่านที่ได้รับอนุญาตก็ดีไม่ได้รับอนุญาตก็ดีให้ทราบว่า ไม่ได้เขียนอะไรที่พาดพิงใครแต่อย่างใด โปรดอ่านด้วยความเคารพในตัวฉันบ้าง ฉันเองไม่มีเจตนาสร้างบล็อคมาเพื่อทำร้ายใคร...ยินดีเป็นเพื่อนคุณหากคุณต้องการ)
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเราผ่านอะไรมาบ้าง???? การตั้งคำถามแบบนี้มีดีและไม่ดี (ในความคิดฉันเอง) นะ ที่ดีคือการได้ทบทวนตัวเอง เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เป็นไปตามที่เป้าหมายเราตั้งไว้ หยิบอดีตมาใช้แค่เรื่องจำเป็นก็พอ ที่เหลือลืมได้จะดีที่สุด ในส่วนที่ไม่ดีนั้นก็ึคือ ถ้าเราเฝ้าแต่ตั้งคำถามและคิดถึุงแต่เรื่องไม่ดีมันเป็นพลังทางลบ ให้เราจมอยู่แต่กับสิ่งที่แย่ๆ ร้ายๆ โดยเฉพาะบางเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายก็จริง แต่ไม่มีประโยชน์แม้แต่จะคิดถึงหรือเสียใจ ให้มองแง่ดีจะดีที่สุด
วันนี้น้องชายโทรมาเรื่องบ้านที่ภูเรือ ว่าจะทำรังวัดก็เลยโอนเงินไปให้ กะว่าวันหยุดยาวนี้จะไปดูซะหน่อย อยากเห็น นี่ก็นับเป็นเรื่องดีๆ ที่ได้รับฟังวันนี้ทำใ้ห้เราได้ใช้สมองคิดและจัดการว่าจะทำอย่างไรกับบ้านต่อดี จะสร้างแบบไหน อีกเรื่องหนึ่งที่ดีคือ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งโทรหา ทั้งที่ไม่เคยได้โทรคุยกันมากนัก นานแล้วคุยเรื่องงานเท่านั้น วันนี้่้เธอโทรหาเพราะเห็นประกาศโอนย้ายตำแหน่งงานของฉัน ก็เลยอยากถามไถ่ แต่เรื่องที่คุยดันเป็นเรื่องดีเพราะได้ทราบว่าเธอกำลังจะหมดกำลังใจในการทำงาน หรือมีทัศนคติที่ก่อไม่ก่อให้เกิดผลดีต่องาน ฉันได้ให้กำลังใจเธอไปว่าต้องกลับมาสู้ใหม่อีกครั้ง ฉันยังคิดถึงผลงานที่โดดเด่นของเธออยู่นะ มีอะไรขอให้โทรมาคุยกันได้เสมอ
ฉันชอบเชียร์ืกีฬาที่เป็นมวยรอง หรือคนที่ำกำลังจะหมดใจ หรือว่าคนที่มุ่งมั่นมากๆ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ นี่เป็นเหตุทำให้ฉันและกัลยาณมิตรได้คุยกัน วันนี้ฉันยังคงเป็นฉันต่อไป รู้สึกว่าตัวเองชอบที่จะให้กำลังใจคนอื่น และชอบให้กำลังใจตัวเอง เมื่อเราได้ฟังและให้กำลังใจคนอื่นมันเป็นการทบทวนและได้ทำความเข้าใจกับตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วยนั่นเอง
สองวันผ่านมานี้ฉันคิดอะไรได้หลายอย่าง คือ การเคารพตัวเอง ฉันไม่ยอมทำอะไรที่ทำให้ความเป็นคนในตัวเองลดลงเด็ดขาด ความรักมีไว้สร้างสรรค์ไม่ใช่มีไว้เพื่อทำำลาย
**เตรียมตัว ระวัง ไป!!!!!**
แต่อย่างไรก็ดีการเริ่มต้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเรายังไม่ยอมให้เรื่องเก่าๆ มันผ่านไป แล้วยังจะมาคร่ำครวญหวลไห้ราวกับว่าอมทุกข์เสียมากมาย อย่างนี้การเิริ่มต้นคงไม่เกิดขึ้นแน่นอน
(ก่อนอื่นต้องขอแจ้งแก่ผู้อ่านที่ได้รับอนุญาตก็ดีไม่ได้รับอนุญาตก็ดีให้ทราบว่า ไม่ได้เขียนอะไรที่พาดพิงใครแต่อย่างใด โปรดอ่านด้วยความเคารพในตัวฉันบ้าง ฉันเองไม่มีเจตนาสร้างบล็อคมาเพื่อทำร้ายใคร...ยินดีเป็นเพื่อนคุณหากคุณต้องการ)
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเราผ่านอะไรมาบ้าง???? การตั้งคำถามแบบนี้มีดีและไม่ดี (ในความคิดฉันเอง) นะ ที่ดีคือการได้ทบทวนตัวเอง เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เป็นไปตามที่เป้าหมายเราตั้งไว้ หยิบอดีตมาใช้แค่เรื่องจำเป็นก็พอ ที่เหลือลืมได้จะดีที่สุด ในส่วนที่ไม่ดีนั้นก็ึคือ ถ้าเราเฝ้าแต่ตั้งคำถามและคิดถึุงแต่เรื่องไม่ดีมันเป็นพลังทางลบ ให้เราจมอยู่แต่กับสิ่งที่แย่ๆ ร้ายๆ โดยเฉพาะบางเรื่องที่เกิดขึ้นร้ายก็จริง แต่ไม่มีประโยชน์แม้แต่จะคิดถึงหรือเสียใจ ให้มองแง่ดีจะดีที่สุด
วันนี้น้องชายโทรมาเรื่องบ้านที่ภูเรือ ว่าจะทำรังวัดก็เลยโอนเงินไปให้ กะว่าวันหยุดยาวนี้จะไปดูซะหน่อย อยากเห็น นี่ก็นับเป็นเรื่องดีๆ ที่ได้รับฟังวันนี้ทำใ้ห้เราได้ใช้สมองคิดและจัดการว่าจะทำอย่างไรกับบ้านต่อดี จะสร้างแบบไหน อีกเรื่องหนึ่งที่ดีคือ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งโทรหา ทั้งที่ไม่เคยได้โทรคุยกันมากนัก นานแล้วคุยเรื่องงานเท่านั้น วันนี้่้เธอโทรหาเพราะเห็นประกาศโอนย้ายตำแหน่งงานของฉัน ก็เลยอยากถามไถ่ แต่เรื่องที่คุยดันเป็นเรื่องดีเพราะได้ทราบว่าเธอกำลังจะหมดกำลังใจในการทำงาน หรือมีทัศนคติที่ก่อไม่ก่อให้เกิดผลดีต่องาน ฉันได้ให้กำลังใจเธอไปว่าต้องกลับมาสู้ใหม่อีกครั้ง ฉันยังคิดถึงผลงานที่โดดเด่นของเธออยู่นะ มีอะไรขอให้โทรมาคุยกันได้เสมอ
ฉันชอบเชียร์ืกีฬาที่เป็นมวยรอง หรือคนที่ำกำลังจะหมดใจ หรือว่าคนที่มุ่งมั่นมากๆ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ นี่เป็นเหตุทำให้ฉันและกัลยาณมิตรได้คุยกัน วันนี้ฉันยังคงเป็นฉันต่อไป รู้สึกว่าตัวเองชอบที่จะให้กำลังใจคนอื่น และชอบให้กำลังใจตัวเอง เมื่อเราได้ฟังและให้กำลังใจคนอื่นมันเป็นการทบทวนและได้ทำความเข้าใจกับตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วยนั่นเอง
สองวันผ่านมานี้ฉันคิดอะไรได้หลายอย่าง คือ การเคารพตัวเอง ฉันไม่ยอมทำอะไรที่ทำให้ความเป็นคนในตัวเองลดลงเด็ดขาด ความรักมีไว้สร้างสรรค์ไม่ใช่มีไว้เพื่อทำำลาย
**เตรียมตัว ระวัง ไป!!!!!**
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)